วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2561

วิธีลดอาการสำลักในเด็ก


   เพราะว่าเด็กๆ อยู่ในช่วงของการทำความรู้จัก และเรียนรู้กับสิ่งใหม่ๆ รอบตัว สิ่งหนึ่งที่ทารก มักทำอยู่เสมอในการสำรวจโลก ก็คือการนำของเข้าปาก และสำหรับผู้ปกครองแล้วคงไม่มีอะไรน่าหวาดหวั่น มากไปกว่าการได้เห็นลูกในวัยทารกต้องสำลัก หรือหายใจไม่ออกเนื่องจากมีเศษอาหาร หรือสิ่งของชิ้นเล็กติดคอ เพราะ ว่าเด็กไม่สามารถจะผงกศีรษะ หรือรู้จักเอาสิ่งของที่ติดอยู่ออกได้เอง นั่นจึงยิ่งเพิ่มความเสี่ยง ที่จะทำให้หนูน้อยเกิดอาการสำลัก และขาดอากาศหายใจได้ในที่สุด
    ดังนั้น วิธีการที่ปลอดภัยที่สุดในการไม่ให้เด็กเกิดอาการสำลัก จึงต้องอยู่ที่การรู้จักป้องกัน โดยผู้ปกครองต้องหมั่นระมัดระวังสภาพแวดล้อมรอบตัวเด็ก ตั้งแต่ลืมตาตื่นไปจนถึงยามหลับเลยทีเดียว ตัวอย่างเช่น ควรหมั่นดูแลว่าที่นอนในเปลนั้นปูไว้เรียบแน่นดีแล้ว ทั้งไม่ควรนำเอาหมอนหรือของเล่นนุ่มนิ่มใส่ลงไปในเปลมากเกินความจำเป็น
    ในกลุ่มเด็กเล็กที่เริ่มเดินวิ่งได้แล้ว เมื่อจะป้อนอาหารก็ไม่ควรให้เด็กเดิน หรือวิ่งไปกินไปทั้งที่อาหารเต็มปาก และควรตัดอาหารเป็นชิ้นเล็กให้พอดีคำ กับต้องสอนเด็กให้รู้จักเคี้ยวอาหารให้ละเอียด สำหรับอาหารที่อยู่ในกลุ่มอันตราย ได้แก่ อาหารจำพวกฮอตดอก ลูกอม ถั่ว องุ่น แครอท และข้าวโพดคั่ว เป็นต้น เพราะอาหารในกลุ่มนี้ จะหลุดเข้าไปอุดหลอดลมเด็กได้ง่าย พึงระลึกไว้เสมอว่า อาการสำลักอาหารนั้นเกิดได้กับคนทุกช่วงวัย แต่สำหรับเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 4 ขวบแล้ว พวกเขาไม่สามารถช่วยตัวเองได้ จึงต้องระมัดระวังกันเป็นพิเศษ.


ขอบคุณ
ไทยรัฐ
21 สิงหาคม 2548

วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2561

ความสำคัญของวิตามิน


วิตามินเป็นสารอินทรีย์ที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับสารอาหารอื่นๆ แต่มีความจำเป็นต่อการทำงานของร่างกาย เช่น กระบวนการเผาผลาญอาหารเพื่อสร้างพลังงาน การเสริมสร้างเนื้อเยื่อต่างๆ เพื่อการเจริญเติบโต การสร้างเม็ดเลือดแดง การแข็งตัวของเลือด การสร้างกระดูก การมองเห็น การทำงานของระบบประสาท และการสร้างภูมิต้านทานโรค เป็นต้น

วิตามินแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ

1.วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่ วิตามินบี1 บี2 บี3 บี5 บี6 บี9 บี12 ไบโอติน โคลีน และวิตามินซี วิตามินประเภทนี้ถูกทำลายด้วยความร้อนได้ง่าย ไม่สะสมในร่างกาย จึงต้องบริโภคอย่างสม่ำเสมอ หากร่างกายได้รับมากเกินไปจะถูกขับออกทางปัสสาวะและเหงื่อ

2. วิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ ดี อี เค วิตามินประเภทนี้ทนความร้อนได้ดี สามารถเก็บสะสมไว้ในร่างกายได้ จึงไม่จำเป็นต้องบริโภคทุกวัน หากได้รับในปริมาณมากเกินไป จะสะสมไว้ในไขมันของร่างกายและตับ ก่อให้เกิดพิษต่อร่างกายได้วิตามินส่วนใหญ่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ยกเว้นบางชนิด เช่น วิตามินดี แต่ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย จึงต้องบริโภคจากอาหาร ร่างกายต้องการวิตามินในปริมาณที่พอเหมาะในแต่ละวัน หากได้รับไม่เพียงพอติดต่อกันไปนานๆ จะทำให้ร่างกายเกิดอาการผิดปกติขึ้นได้ ความต้องการวิตามินในแต่ละวัน

 The Committee on Nutritional National Research Council ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เสนอคำแนะนำเกี่ยวกับปริมาณวิตามินที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน เรียกว่า Recommended Dietary Allowances เรียกย่อๆ ว่า RDA เป็นค่าที่แสดงถึงความต้องการวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารอื่นๆ ของคนที่มีสุขภาพปกติ โดยแบ่งตามความเหมาะสมของอายุและเพศ

ค่า RDA สำหรับวิตามินและแร่ธาตุมีประโยชน์มาก เนื่องจากใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาว่าปริมาณวิตามินและแร่ธาตุในอาหารที่ได้รับเพียงพอหรือไม่ และในกรณีที่จำเป็นต้องเสริมวิตามินหรือแร่ธาตุในรูปของอาหารเสริม ควรพิจารณาให้อีกเท่าไร

 Megavitamin Therapy
คือการใช้วิตามินในปริมาณตั้งแต่ 10 เท่าของ RDA ขึ้นไป การใช้วิตามินในปริมาณสูงๆ มาจากแนวความคิดที่ว่า แค่ปริมาณน้อยยังให้ประโยชน์มาก ยิ่งเพิ่มปริมาณก็น่าจะเพิ่มประโยชน์เป็นทวีคูณ ผู้ใช้มักมีความหวังว่าวิตามินจะช่วยรักษาความเจ็บป่วยที่แพทย์แผนปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาที่ได้ผลชะงัด เช่น โรคสมอง โรคมะเร็ง หอบหืด ปวดข้อ นอนไม่หลับ สิว และการชะลอความแก่ เป็นต้น

มีการกล่าวอ้างผลการทดลองในสัตว์ การศึกษาในกลุ่มคนจำนวนไม่มาก โดยใช้การทดลองที่ไม่ถูกต้องหรือไม่มีการควบคุมที่ดีพอ ทำให้การแปรผลมีความเอนเอียงได้ รวมถึงการกล่าวอ้างประสบการณ์ส่วนตัวของผู้ป่วยที่หายจากโรคต่างๆ

 อย่างไรก็ตาม การใช้วิตามินในปริมาณสูงกว่าค่า RDA มากๆ ควรใช้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น และยังต้องคำนึงถึงผลข้างเคียง และพิษของวิตามินที่อาจเกิดขึ้นได้ สำหรับคนที่มีสุขภาพปกติและบริโภคอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ไม่มีความจำเป็นต้องได้รับวิตามินและแร่ธาตุเสริมอีก

 หลักเกณฑ์การให้วิตามินเสริม
      1.ได้รับจากอาหารไม่เพียงพอ อาจเนื่องมาจากความยากจน การจำกัดอาหารเพื่อลดน้ำหนัก การกินเจหรือมังสวิรัติ การเบื่ออาหารที่มักพบในผู้สูงอายุ การรับประทานอาหารประเภทเดียวนานๆ หรือรับประทานอาหารสำเร็จรูปบ่อยๆ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง

การขาดวิตามินเอ บี1 และบี2 มักเกี่ยวข้องกับความยากจนและขาดแคลนอาหารที่มีคุณค่า ส่วนอาหารที่ผู้สูงอายุรับประทานมักจะขาดวิตามินเอ ซี บี1 และโฟเลต

     2.ภาวะการดูดซึมสารอาหารบกพร่อง โรคที่ทำให้เกิดพยาธิสภาพในระบบทางเดินอาหารมีผลต่อการดูดซึมวิตามิน ความผิดปกติในการหลั่งหรือผลิตน้ำดีทำให้การดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันบกพร่อง โรคตับอ่อนมีผลต่อการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมันและวิตามินบี12 เด็กคลอดก่อนกำหนดและเด็กน้ำหนักแรกคลอดต่ำจะดูดซึมวิตามินอีได้น้อย การอักเสบเรื้อรังของสำไส้จะทำให้ขาดวิตามินบี12 กรดโฟลิก และวิตามินที่ละลายในไขมัน

การใช้ยาบางชนิดก็มีผลต่อการดูดซึมวิตามิน ผู้ที่ใช้ยาต่อไปนี้เป็นประจำควรเสริมวิตามิน ได้แก่ ยาลดระดับไขมันในเลือด ยาระบายพาราฟิน ยาลดกรดที่ผสมเกลืออะลูมิเนียม เป็นต้น

     3.ความบกพร่องในการนำวิตามินไปใช้ประโยชน์ เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความบกพร่องในการใช้วิตามินซี ผู้สูงอายุไม่สามารถใช้วิตามินบี1 ได้เท่าที่ควร โรคมะเร็งทำให้เกิดการขาดวิตามินได้ โรคตับทำให้เมตาบอลิซึ่มของกรดโฟลิกและวิตามินเอเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ยังมีโรคทางพันธุกรรมซึ่งทำให้เมตาบอลิซึ่มของวิตามินบางชนิดบกพร่อง แต่โรคดังกล่าวพบได้น้อยมาก

     4.การขับวิตามินออกจากร่างกายเพิ่มขึ้น อาจเนื่องมาจากการเป็นไข้เรื้อรัง และสภาวะที่ทำให้เกิดการสลายของเนื้อเยื่อ เช่น วัณโรคทำให้ร่างกายขับวิตามินบี2 และวิตามินเอมากขึ้น การฟอกไตเพิ่มการสูญเสียวิตามินซีและบี1 โรคไตเรื้อรังทำให้มีการสูญเสียวิตามินเอและดี

     5.การทำลายวิตามินเพิ่มขึ้น ยาบางชนิดมีผลข้างเคียงในการทำลายหรือลดปริมาณวิตามิน ผู้ป่วยโรคไตมีผลข้างเคียงในการทำลายหรือลดปริมาณวิตามินบี6 เนื่องจากสารที่คั่งค้างอยู่ในเลือดสามารถทำลายวิตามินบี6 ได้ นอกจากนี้การดื่มสุราและการสูบบุหรี่ก็ทำลายวิตามินเช่นกัน

     6.ความต้องการสารอาหารเพิ่มขึ้น ได้แก่ ภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง เป็นไข้ การผ่าตัด การติดเชื้อ ไทรอยด์เป็นพิษ เป็นต้น เพื่อนำมาซ่อมแซมเนื้อเยื่อและรักษาภาวะสมดุลในเลือด การออกกำลังกายเพิ่มจะมีความต้องการวิตามินบี2 และบี1 การอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น ร้อนเกินไปจะเพิ่มความต้องการวิตามินซี หรือในสตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร จำเป็นต้องได้รับสารอาหารทุกชนิดเพิ่มขึ้น รวมทั้งวิตามิน

ขอบคุณ
เอมอร คชเสนี
สภาพสุข สุขภาพ
ผู้จัดการ
29 มิถุนายน 2549

วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2561

ความต้องการของสารไอโอดีนตอนคุณแม่ตั้งท้อง


"ไอคิวเด็กไทยต่ำกว่าระดับสากล แม่ขาดสารไอโอดีนตอนตั้งท้อง"

    นพ.ณรงค์ศักดิ์ อังคะสุวพลา อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ไอโอดีนเป็นสารที่มีความสำคัญต่อการสร้างเซลล์สมองของเด็กทำให้เด็กมีไอคิวหรือสติปัญญาดี หากแม่ขาดสารไอโอดีนระหว่างตั้งครรภ์ จะทำให้ลูกปัญญาอ่อน ซึ่งสามารถเห็นอาการชัดเจนได้ ประมาณร้อยละ 1-10 ของเด็กที่เป็นเท่านั้น อีกร้อยละ 5-30 จะเกิดปัญญาทึบ ที่เหลืออีกร้อยละ 70 จะออกมาในรูปของการเฉื่อยชา เกียจคร้าน อ่อนแรง จากการสำรวจการใช้เกลือครั้งล่าสุดในปี 2549 พบมีครัวเรือนเพียงร้อยละ 59 ใช้เกลือเสริมไอโอดีนปรุงอาหาร ในจำนวนนี้ใช้เกลือเสริมไอโอดีนที่มีคุณภาพคือ มีสารไอโอดีนในปริมาณกำหนดคือ 30 ส่วนในเกลือ 1 ล้านส่วนหรือ 30 พีพีเอ็ม (30 ppm) เพียงร้อยละ 54 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลกกำหนด คือต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 จึงทำให้หญิงตั้งครรภ์ไทยร้อยละ 50 หรือประมาณ 400,000 คน ได้รับไอโอดีนไม่ เพียงพอ เสี่ยงคลอดลูกเป็นเอ๋อ หรือปัญญาอ่อน “ขณะนี้ค่าเฉลี่ยระดับเชาวน์ปัญญาหรือไอคิวเด็กสากลกำหนดไว้คือ 90-110 จุด แต่ไอคิวของเด็กไทยประเมินในรอบ 5 ปีมานี้ได้แค่ 88 จุด จึงน่าห่วงมาก หากดูในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ที่ขาดไอโอดีนแล้ว ประเทศไทยจะมีเด็กคลอดใหม่เสี่ยงต่อ การมีสติปัญญาด้อยหรือไอคิวต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานประมาณ 400,000 คน” นพ.ณรงค์ศักดิ์กล่าว นพ.ณรงค์ศักดิ์กล่าวถึงสาเหตุที่เกลือเสริมไอโอดีนยังไม่ได้คุณภาพ มาจากการผลิตเกลือ ซึ่งมีผู้ผลิตเกลือจำนวนมาก ดังนั้น หากแม่บ้านจะซื้อเกลือทุกครั้ง ขอให้มั่นใจว่าเป็นเกลือเสริมไอโอดีนโดยดูที่ฉลากที่เขียนไว้บนหน้าซองว่า มีส่วนผสมของสารไอโอดีนเท่านั้น.

-----------------------------------------------------------------------
ที่มา: ไทยรัฐ
13 เมษายน 2550